เห็ด

เห็ด เป็นฟังไจชั้นสูงที่มีขนาดใหญ่หน้าที่หลักคือช่วยย่อยสลายซากพืชและสัตว์ให้ผุพัง ดอกเห็ดส่วนใหญ่มีรูปร่างคล้ายร่ม มีหลายขนาดตั้งแต่เท่าเข็มหมุดถึงเท่ากับจาน โดยมีทั้งเห็ดที่รับประทานได้และเห็ดมีพิษ
เห็ดจัดเป็นสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำอยู่ในตระกูลราชนิดหนึ่ง เห็ดมีแต่ผนังเซลล์แต่ไม่มีท่อลำเลียงน้ำและอาหาร (Vascular Bundle) ขยายพันธุ์ด้วยสปอร์ เห็นไม่มีคลอโรฟิลล์จึงไม่สามารถสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหารให้ตนเองได้ ส่วนมากจึงดำรงชีวิตอยู่แบบ Saprophytism ซึ่งเป็นสภาพการดำรงชีวิตของผู้ย่อยสลายสารอินทรีย์ที่ดำรงชีพโดยพลังงานที่ได้จากการย่อยสลายซากของสิ่งมีชีวิต เช่น การเกาะอยู่บนซากที่ผุพังหรือตายแล้ว และอาศัยสารอาหารที่ง่ายต่อการดูดซึม(เช่น วิตามิน แร่ธาตุ น้ำ ไนโตรเจน เป็นต้น) เข้าสู่เส้นใย ทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้
ในประเทศไทยสามารถพบเห็ดได้ในเขตป่าเขาที่มีฝนตกชุกพอประมาณ จึงพบมากในภาคเหนือ ภาคใต้และภาคกลาง โดยจะพบทางภาคอีสานน้อยที่สุด จากการสำรวจพบว่าประเทศไทยมีเห็ดประมาณ 452 ชนิด คิดเป็น 0.45-0.94 เปอร์เซ็นต์ของราที่มีอยู่บนโลก ซึ่งมีจำนวนกว่า 3 หมื่นชนิดพันธุ์ คิดเป็น 16 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนราที่มีอยู่บนโลก
        การแบ่งประเภทของเห็ด แบ่งได้หลายลักษณะเช่น แบ่งตามลักษณะการเกิดของเห็นจากสปอร์ ได้เป็น 1) เห็ดที่เกิดจากสปอร์เกิดในถุง 2) เห็ดที่เกิดจากสปอร์ที่ติดอยู่บนก้านเห็ดรูปใบพาย แบ่งตามลักษณะของประโยชน์และโทษได้เป็น 1) เห็ดที่บริโภคได้ (Edible Mushroom) มีประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของเห็ดบนโลก 2) เห็ดพิษซึ่งบริโภคไม่ได้ (Poisonous Mushroom) มีประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์  และ3) เห็ดที่มีคุณค่าเป็นสมุนไพรรักษาโรค        
เห็ดในประเทศไทยที่เป็นเห็ดพิษมีประมาณ 20-25 ชนิด โดยทั้งหมดเป็นเห็ดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ พบได้ทุกภาคของประเทศ บางชนิดมีลักษณะภายนอกเหมือนเห็ดที่กินได้ วิธีสังเกตก็คือ เห็ดพิษมักจะมีสีสันฉูดฉาด เข้มจัด เช่น แดง เหลือง ส้ม มีแผ่นหรือเกล็ดขรุขระบริเวณหมวกเห็ด มีขนหรือหนามเล็กๆอยู่ทั่วไป มีกลิ่น น้ำเมือกหรือน้ำยางเมื่อกรีดที่หมวกเห็ด มีวงแหวนพันด้านบนก้านดอกเห็ด

       

สำหรับประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร มีฝนตกชุกในหน้าฝน บวกกับฝนที่ตกเมื่ออยากตก ไม่ว่าจะหน้าร้อนมาก หรือร้อนน้อย ทำให้ชาวบ้านมีเห็ดป่ามาจำหน่ายมากมาย เห็ดพิษจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคนที่ควรเรียนรู้ไว้ โดยเฉพาะวิธีปฐมพยาบาลและรักษาอาการเมื่อรับประทานเห็ดพิษเข้าไป ซึ่งสิ่งแรกที่ควรทำคือทำให้อาเจียนออกมาให้เร็วที่สุด จากนั้นให้รีบนำส่งสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดเพื่อพบแพทย์  เห็ดที่เกิดบนพืชหรือสัตว์ที่ยังมีชีวิตอยู่จัดแบ่งเป็น  3 กลุ่มดังนี้
1.  เห็ดราที่อาศัยอยู่กับสิ่งมีชีวิตอื่น เรียกว่า เห็ดปาราสิต  หรือเห็ดที่ทำให้เกิดโรค  (parasitic หรือ pathogenic fungi)  และเมื่อสิ่งมีชีวิตนั้นตายไป   ยังสามารถอาศัยซากสิ่งมีชีวิตนั้นต่อไปอีกได้เรียกว่า พวกพาราสิตตามโอกาส (facultative  parasite) เช่น เห็ดกระด้าง  นอกจากอาศัยบนสิ่งมีชีวิตแล้ว บางครั้งยังทำอันตรายสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่นั้นจนถึงตายได้
2. เห็ดราที่อาศัยสิ่งมีชีวิตอื่นในลักษณะพึ่งพาอาศัยกันกับพืชและสัตว์ และไม่เกิดความเสียหาย  (symbiotic fungi) โดยอาศัยบริเวณรากพืชได้รับอาหารจากพืชและราจะผลิตสารปฏิชีวนะให้แก่พืช  เรียกเห็ดพวกนี้ว่า  ไมคอร์ไรซ่า  (mycorrhiza)  เช่น  เห็ดไคล  เห็ดแดง  เห็ดขมิ้น  เห็ดตับเต่า (ต้นทองหลาง)  เห็ดโคน(เห็ดปลวก)  เห็ดระโงก  เห็ดเผาะ
3. เห็ดราที่อาศัยซากสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้วหรือเกิดตามผิวดินที่มีอาหารเห็ดอยู่ เรียกว่า  เห็ดราแซบโปร์ไฟท์ (saprophytic fungi) จะพบบนตอไม้หรือท่อนไม้ที่ตายแล้ว เห็ดพวกนี้มีประโยชน์ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่หมดสภาพแล้ว ซึ่งเห็ดที่เพาะเลี้ยงและนำมาใช้เป็นอาหารโดยทั่วไปอยู่ในกลุ่มนี้ เช่น เห็ดแครง  เห็ดขอนขาว  เห็ดรม  เห็ดหูหนู  เห็ดนางรม  เห็ดเป๋าฮื้อ  เห็ดกระดุม  ส่วนเห็ดที่เกิดบนผิวดินได้แก่  เห็ดหมึก  เห็ดกระโดง  เห็ดร่างแห  เห็ดถอบ
เห็ดจัดเป็นราที่มีวิวัฒนาการสูงกว่าราอื่นๆ ส่วนใหญ่อยู่ในราหมวดย่อย Basidiomycotina ที่สร้างสปอร์บนเบสิเดียม (basidium) ในโครงสร้างเบสิดิโอคาร์ป (basidiocarp) และราในหมวดย่อย Ascomycotina ที่สร้างสปอร์ในแอสคัส (ascus) ในโครงสร้างแอสโคคาร์ป (ascocarp) ทั้งเบสิเดียมและแอสคัสอยู่ในเยื่อกำเนิดสปอร์ (hymenium)         มนุษย์ทราบชื่อเห็ดราแล้วประมาณ  100,000  ชนิด  คาดว่าความหลากหลายของเห็ดราในโลกอาจมีประมาณ 1.5 ล้านชนิดประเทศไทยอยู่เขตร้อนชื้น  สภาพอากาศมีความเหมาะสมในการเจริญเติบโตของเชื้อราเชื้อราในเขตนี้มีความหลากหลายมาก  เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ  และนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นอย่างกว้างขวาง
การบริโภคเห็ด ในจีนและญี่ปุ่น นิยมนำมาทำน้ำแกง น้ำชา ยาบำรุงร่างกาย ทางฝั่งยุโรปนำไปปรุงเป้นซุป ในประเทศไทยมีการนำมาผสมในแกงต่างๆ รวมถึงต้มยำ และบางชนิดก็นำมาต้มจิ้มน้ำพริกอีกด้วย มีการจำหน่ายเห็ดเพื่อการบริโภค จึงมีธุรกิจจัดทำ ฟาร์มเห็ด เพื่อจำหน่าย เห็ดสด แล้ว รวมทั้งแปรรูปเห็ด เช่น เห็ดกระป๋องห็ดกินได้ เป็นพืชสำคัญชนิดหนึ่งของป่าไม้ในประเทศไทย โดยปกติพบได้ในป่าทั่วไปของประเทศพบมากในฤดูฝน ใช้ในการทำอาหารทำได้หลายตำรับ และมีรสชาติอร่อย บางชนิดใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคได้ปัจจุบันได้มีการพัฒนาการเพาะเลี้ยงเห็ดไปแล้วหลายชนิด เช่นเห็ดหอม เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม เห็ดหูหนู แต่ก็มีเห็ดอีกหลายชนิดที่มีราคาแพง และน่าจะพัฒนาให้มีการเพาะเลี้ยงเป็นอาชีพต่อไป เช่น เห็ดโคน หรือ เห็ดปลวก เป็นต้น เห็ดตะไคล ลักษณะดอกเห็ดอ่อนสีขาวนวล ผิวหมวกเห็ดเรียบ หมวกเห็ดมีเส้นผ่านศูนย์กลางตั้งแต่ 3-15 เซนติเมตร เวลาบานเมื่อกางออกเต็มที่จะมีรูปร่างคล้ายกรวย ตรงกลางของหมวกจะเว้าลงเล็กน้อย บางทีมีสีน้ำตาลอ่อนหรือสีเนื้อปะปน เนื้อหมวกหนาพอควร และมีสีเดียวกับผิวหมวก  ด้านล่างของหมวกมีครีบหมวกเรียงกันเป็นรัศมีรอบก้าน ดอก ครีบหมวกแคบและเรียงกันถี่มาก ก้านดอกเห็ดยาวประมาณ 3.5-5.5 เซนติเมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ1-2 เซนติเมตร ก้านดอกกลมและมีขนาดใหญ่ โคนก้านดอกเรียวเล็กกว่าด้านบน ผิวมีหนามละเอียดโดยรอบและมีสีขาวเห็ดตะไคลชอบขึ้นในป่าเต็งรังบนพื้นดิน จะออกในช่วงเดือนพฤษภาคม-เดือนสิงหาคม ในการเก็บหาเห็ดนั้นใช้มือเก็บได้ เพราะเห็ดมีก้านดอกไม่ยาวมาก แต่ถ้าดินแข็งก็ควรจะใช้ไม้แหลมแซะขึ้นมา ก้านดอกเห็ดจะได้ไม่หักการเก็บเห็ดตะไคลสามารถเก็บหาได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ในการเก็บในช่วงกลางคืนนั้น ชาวบ้านจะใช้ไฟส่องหา เพราะเห็ดตะไคลจะเรืองแสง ถ้าไฟส่องไปที่เห็ดจะเห็นเห็ดชัดเจนมาก แต่ในการเก็บเห็ดในช่วงกลางคืนจะเสี่ยงต่ออันตรายจากสัตว์ป่าที่มีพิษเห็ดตะไคลสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น ย่างจิ้มน้ำพริก จะให้รสชาดดี ยำเห็ด ต้มยำเห็ด เป็นต้น
เห็ดเผาะ เป็นเห็ดที่รับประทานได้ มีลักษณะกลมคล้ายลูกชิ้นที่กดให้แบนลงเล็กน้อย ประชาชนในภาคเหนือเรียกเห็ดถอบ ปกติพบในป่าเต็งรัง , ยางนา , เหียง , กุง , พลวง , สะแบง , ตะเคียน , พันจำ , จันทร์กระพ้อ ฯลฯ คือป่าของไม้ตระกูลยางนาทั้งหลาย ฤดูที่พบเห็ดนี้จะเป็นช่วงต้นฤดูฝน หลังจากผ่านฤดูแล้งมีฝนตกใหญ่จนชุ่มชื้น ฝนหยุด แดดเปรี้ยงอีก 2-3 วัน เห็ดจะเกิดขึ้นมาก ในธรรมชาติเห็ดเผาะมีเส้นใยเจริญรอบนอกของพืชตระกูลยางนาช่วยให้พืชทนแล้งและช่วยสลายสารอินทรีย์โมเลกุลใหญ่ให้เล็กลงจนพืชดูดกินได้สะดวก จึงช่วยให้ไม้ป่าเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น การสืบพันธุ์ใช้การสร้างดอกเห็ดต้นฤดูฝน ภายในดอกเห็ดเมื่อแก่มีสปอร์จำนวนมาก ขณะเกิดดอกเห็ดผิวดินแยก มีกลิ่นเห็ดดึงดูด หมูป่า , กระจง , เก้ง , กวาง สัตว์กีบมาคุ้ยกิน แต่สปอร์มีผนังหนาไม่ถูกย่อยทำลายในกระเพาะสัตว์ สัตว์ไปขับถ่ายในที่ต่าง ๆ ก็เท่ากระจายสปอร์เห็ดออกไปด้วย อีกวิธีหนึ่ง ดอกเห็ดแก่จัดมีรูเปิดกระจายสปอร์ไปตามลม พอชื้นงอกเป็นเส้นใยหากพบรากพืชที่อาศัยอยู่ได้ก็จะอยู่กับรากของพืชนั้นไปตลอดชีวิตของพืชและเห็ดที่จังหวัดระยองเคยมีรายงานว่าพบเห็ดเผาะในป่ายูคาลิปตัส ดอกเห็ดเกิดดกมาก ขึ้นเรียงตามรากไปเลยก็มี จากการสำรวจพบว่าแปลงนี้เป็นป่าเต็งรังมาแต่เดิมคงมีเชื้อตกหล่นอยู่ ในออสเตรเลียมีรายงานว่าได้พยายามเอาเห็ดเผาะไปเพาะปลูกให้เป็นมัยคอร์ไรซ่าของยูคาลิปตัส ทำสำเร็จระดับหนึ่ง ที่คณะวนศาสตร์มีรายงานการใส่เชื้อเห็ดเผาะให้ต้นยูคา
เห็ดจั่น หรือเห็ดตับเต่าขาว หรือเห็ดตีนแรด เป็นชื่อของเห็ดรับประทานได้ ที่มีขนาดดอกใหญ่ เห็ดชนิดนี้มีทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย ทางภาคเหนือเรียกเห็ดจั่น ภาคกลางเรียก เห็ดตับเต่าขาว ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือเรียก เห็ดตีนแรด กล่าวกันว่าเห็ดชนิดนี้อร่อยไม่แพ้เห็ดโคน เมื่อทำอาหารแล้วเห็นเมือกเล็กน้อย มีรสกลิ่นและความเหนียวไม่แพ้เห็ดโคน และมีขนาดใหญ่ซึ่งใช้เพียง ๑-๒ ดอก ก็พอที่จะรับประทานได้ทั้งครอบครัว
เห็ดมัน เป็นเห็ดอีกชนิดหนึ่ง ที่รับประทานได้มีจำหน่ายทางภาคเหนือ ในฤูดฝน ชอบเกิดบนขอนไม้ในป่า ไม่ค่อยแพร่หลายนัก อาจเป็นเพราะเห็ดชนิดนี้เหนียวกว่าเห็ดชนิดอื่น และรสไม่อร่อยเท่าไรนัก เห็ดมัน มีหมวกเห็ดสีขาวนวล ผิวด้านในเรียบและมีลักษณะเห็นเป็นเงามันคล้ายผ้าไหม ด้านบนมีรอยเว้าลงไปเป็นแอ่ง ส่วนมากจะไม่อยู่กึ่งกลางดอก แต่ค่อนไปข้างใดข้างหนึ่ง
เห็ดซาง เป็นเห็ดที่รับประทานได้ชนิดหนึ่ง ที่พบจำหน่ายในฤดูฝนทางภาคเหนือ ลักษณะดอกเห็ดชอบขึ้นเป็นดอกเดี่ยว ซึ่งอยู่กันเป็นกลุ่ม และมีโคนก้านดอกติดกันมองดูเหมือนช่อดอกไม้ เห็ดชนิดนี้ขึ้น เกาะติดอยู่บนขอนไม้ผุเปื่อย ในป่าและพื้นดินในเห็ด Collybia มีหลายชนิด ชนิดที่กล่าวนี้เก็บรวบรวม ได้จากบริเวณกอไผ่ที่มีใบหล่นเน่าเปื่อย อยู่บนผิวดินปกติเห็ดชนิดนี้ ขึ้นเป็นดอกเดี่ยวและอยู่กัน เป็นกลุ่ม หมวกเห็ดมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ ๒-๕ เซนติเมตร รูปร่างหมวกเห็ด กางออกเห็นแบบรูปโค้ง เกือบเป็นครึ่งวงกลมซึ่ง เมื่อบานเต็มที่จะแผ่กางออกแบนราบ เห็นเส้นตรงกลาง หมวกเห็ดมักจะเว้าแหว่งลงไป ทำให้ขอบหมวกพลิกงอขึ้นด้านบนเล็กน้อย และมีลักษณะหยักเป็นหยักเห็นคลื่น ผิวหมวกเห็ดด้านบน เป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือสีน้ำตาลอมแดง เห็ดหอยนางรมขาว เป็นเห็ดสดที่รับประทานได้ เช่นเดียวกับเห็ดมะม่วงบ้านเรา ซึ่งจัดอยู่ในพวกเดียวกัน เห็ดชนิดนี้อยู่ในระหว่างการค้นคว้า ทดลองเพาะเลี้ยงต่อไป อาจจะเป็นเห็ดอีกชนิดหนึ่งที่นำมาส่งเสริมเพาะเลี้ยงเป็นอุตสาหกรรม เห็ดหอยนางรมขาวมีรสหวานอร่อยน่ารับประทาน แต่มีข้อเสียที่นำไปหุงต้มแล้วจะมีเนื้อนิ่ม และเหนียวกว่าเห็ดบางชนิด เช่น เห็ดโคน และ เห็ดฟาง ฯลฯ
เห็ดหอม เป็นเห็ดรับประทานได้ที่มีชื่อเสียงและราคาสูง เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ส่วนมากคนรู้จักเห็ดชนิดนี้ในรูปของเห็ดแห้ง ซึ่งสั่งมาขายจากต่างประเทศ ปัจจุบันเห็ดหอมสามารถที่จะเพาะเลี้ยงได้ดีทางภาคเหนือของประเทศไทย แต่ที่ยังไม่ได้นำออกมาเผยแพร่ ให้เพาะเลี้ยงกันเป็นปกติ เห็ดชนิดนี้ใช้ไม้จำพวกเนื้อแข็งเป็นวัตถุมาเพาะเลี้ยง แต่ถ้าเรานำไม้ ดังกล่าวที่มีขายทางภาคเหนือมาเพาะเห็ด ชนิดนี้หมด จะเป็นการทำลายป่าของเราอย่างน่าเสียดาย
เห็ดบัว เป็นเห็ดฟางชนิดหนึ่งที่ขึ้นง่าย และเรารู้จักกันดี มีจำหน่ายในท้องตลาดทั้งปี แต่ก่อนเห็ดชนิดนี้มีขึ้นตามธรรมชาติตามกองฟางข้าว จึงมีชื่อเรียกว่า เห็ดฟาง ต่อมามี การส่งเสริมให้เพาะปลูกเห็ดชนิดนี้ขึ้น จนเป็นอุตสาหกรรมทั่วประเทศ โดยมีวัตถุดิบที่ใช้เพาะเลี้ยง คือ มูลม้าเปลือกบัวและ ฟางข้าว หรือในมูลม้า และ เปลือกบัวที่หมักให้ผุเปื่อยแล้ว จึงมีชื่อเรียกเห็ดชนิดนี้อีกชื่อหนี่งว่า เห็ดบัว

เห็ดกระโดง เป็นเห็ดรับประทานได้ชนิดหนึ่ง ซึ่งออกดอกในฤดูฝนมีมาก ทางภาคเหนือ เนื่องจากเห็ดชนิดนี้มีก้านยาว จีงมีชื่อว่าเห็ดกระโดง ในต่างประเทศเรียกเห็ดนี้ว่า Parasol mushroom หรือ tall mushroom ลักษณะดอกเห็ดดูน่ากลัวจึง มีผู้ที่เกรงกลัวไม่กล้าซื้อไปรับประทาน จัดว่าเป็นเห็ดสดชนิดหนึ่ง
ลักษณะของเห็ดที่กินได้
1. ไม่มีขอบวงหรือวงแหวน
2. ไม่มีเปลือกหุ้ม (คล้ายถ้วย) ที่โคนก้านดอกเห็ด
3. จะมีเส้นเป็นแฉกลึกอยู่ใต้ตัวเห็ดหรือไม่มีก็ได้
-//- ลักษณะของเห็ดมีพิษ
1. บริเวณขอบตัวเห็ดจะมีหยักอยู่รอบ ๆ2. มีขอบวงหรือวงแหวน
3. มีเปลือกหุ้ม (คล้ายถ้วย) -ที่โคนก้านดอกเห็ด4.เมื่อเก็บเห็ดจากพื้นดินหรือ ขอนไม้จะมียาขาวไหลออกมาจากตัวเห็ด
- เห็ดกินได้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ เห็ดที่ขึ้นตาม ขอนไม้้้และเห็ดที่ขึ้นตามพื้นดิน ที่เราพบกันบ่อย ๆ ในป่า
1 เห็ดหูหนูหรือเห็ดหูลัวะ 2 เห็ดหิ้งสีเหลือง 4 เห็ดลูกฝุ่น
3 เห็ดไข่ห่านเหลืองหรือเห็ดละโงกเหลือง 5 เห็ดปะการังขาว
---------------------------------------------------------------------
ส่วนเห็ดที่เห็นกันทั่วไป ได้แก่ เห็ดขอนสีแดง เห็ดร่างแห เห็ดข้าวแป้ง เห็ดหน้าขาว เห็ดข่า เห็ดหน้าวัว เห็ดกระโดง
เห็ดน้ำหมาก เห็ดไค เห็ดผึ้งข้าว เห็ดผึ้งข้าวก่ำ เห็ดหอม เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม ู เห็ดจั่น หรือเห็ดตับเต่าขาว เห็ดหูหนู เห็ดมัน เห็ดซาง เห็ดตีนตุ๊กแกหรือเห็ดแคลง
เห็ดหอยนางรมขาว เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดไข่นก เห็ดเพ็ก เห็ดลมหรือเห็ดกระด้าง เห็ดข้าวตอก เห็ดไข่ห่านเหลือง
เห็ดชานหมาก (วงแหวน ๒ ชั้น) เห็ดบัว เห็ดนางฟ้า เห็ดชานหมาก(วงแหวน 1 ชั้น) เห็ดเข็มทอง เห็ดบด

ฤดูฝนมาเยือนอีกแล้ว หากเข้าป่าคราใดก็จะพบป่าที่เขียวชอุ่ม ชุ่มชื้น และอีกสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่มาพร้อมกับฝนก็คือ "เห็ด"
เมื่อพูดถึง “เห็ด” หรือ “ดอกเห็ด” คนส่วนมากจะนึกถึงพืช แต่ความเป็นจริงแล้วเห็ดเป็นสิ่งมีชีวิตพวกราที่เส้นใยสามารถรวมตัวกัน เกิดเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ที่เรียกว่าดอก มองเห็นชัดเจนด้วยตาเปล่า และมีรูปร่างมากมายหลายแบบ การแพร่กระจายของเห็ดมีได้กว้างมาก และมักพบได้ทั่วไปตามธรรมชาติ มีความสำคัญทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ เนื่องจากเห็ดบางชนิดเป็นตัวช่วยให้เกิดการหมุนเวียนธาตุอาหารในระบบนิเวศ เห็ดบางชนิดมีความสัมพันธ์กับรากที่ยังมีชีวิตของพืชชั้นสูงในรูปของเห็ดเอคโตไมคอร์ไรซา เห็ดบางชนิดรับประทานได้และมีสรรพคุณทางยารักษาโรคด้วย จึงมีผู้นำไปเพาะเลี้ยงขายเป็นอาหารและพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมแปรรูปอาหารและการผลิตเป็นยารักษาโรค

เห็ดนับว่าเป็นอาหารมหัศจรรย์เนื่องจากฤดูกาลเกิดที่ไม่เหมือนกับพืชผักชนิดอื่นๆ ถึงเวลางอกงามแต่ละทีก็ผุดขึ้นราวกับกับตั้งนาฬิกาปลุก พอใกล้หมดเวลาก็มุดหายลงดินเก็บตัวเงียบรอเวลาอีกครั้ง คนเก็บจะต้องมีความชำนาญ รู้ลักษณะ รู้ชนิด รู้ต้นตอ รู้แหล่งกำเนิด เพราะเห็ดบางชนิดเห็นหน้าตาสวยงามอาจกลายเป็นเห็ดพิษ ใครไม่รู้จริงเผลอนำไปรับประทานเป็นได้เดือดร้อนกันแน่ ความนิยมในการรับประทานเห็ดมีมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยรูปแบบและรสชาติเฉพาะตัวที่แตกต่างจากอาหารประเภทพืชผักและเนื้อสัตว์ รวมทั้งการที่คนหันมานิยมรับประทานมังสวิรัติกันมากขึ้น ทำให้เห็ดถูกนำมาใช้ปรุงอาหารแทนเนื้อสัตว์มากขึ้นตามไปด้วย มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันว่าเห็ดมีคุณสมบัติป้องกันโรคได้ โดยในเห็ดมีสารบางอย่างที่ช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ และช่วยในการต้านมะเร็งหลายๆ ชนิดด้วย เห็ดที่นักวิทยาศาสตร์นิยมนำมาวิเคราะห์เพื่อการวิจัยส่วนใหญ่เป็นเห็ดชนิดที่คนนิยมนำมาปรุงอาหารและหาได้ง่าย เช่น เห็ดหอม เห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดเข็มทอง เห็ดหูหนู ซึ่งเป็นเห็ดที่สามารถเพาะเลี้ยงในฟาร์มได้
เห็ดตับเต่า เห็ดผึ้ง (Boletus colossus Heim)

เห็ดตับเต่าขนมปังกระโหลก (Boletus edulis Bull. ex Fr.)

นอกจากเห็ดกินได้ที่เรารู้จักทั่วไปตามท้องตลาดแล้ว ยังมีเห็ดกินได้จากป่าธรรมชาติอีกหลายชนิดซึ่งสามารถพบได้เมื่อ ระยะเริ่มต้นฤดูฝน เช่น เห็ดไข่เหลือง หรือเห็ดระโงกเหลือง เห็ดน้ำหมาก เห็ดหล่ม เห็ดผึ้ง เห็ดโคน เป็นต้น ซึ่งเห็ดป่าที่เป็นอาหารเหล่านี้ยังไม่สามารถเพาะเลี้ยงให้แพร่หลายได้ ยังต้องเก็บหาจากป่าธรรมชาติ ในช่วงฤดูฝน จะเห็นชาวบ้านต่างพากันเข้าป่าเพื่อหาเห็ดเป็นอาหาร และเก็บมาขายเป็นการช่วยเสริมรายได้ให้กับชาวบ้าน ที่อาศัยอยู่ใกล้กับป่า เห็ดป่าบางชนิดนอกจากรับประทานเป็นอาหารเพื่อความอร่อยแล้วยังมีสรรพคุณทางยา เช่น เห็ดเผาะ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า เห็ดถอบ เป็นเห็ดที่มีรสเย็น หวาน โดยมากให้เป็นอาหารบำรุงร่างกาย ช่วยความสึกหรอในร่างกายที่ชำรุดไปให้เป็นปกติ และกระจายโลหิต เป็นธาตุโปรตีนที่ดี อาจเป็นเพราะคุณสมบัติเหล่านี้ เห็ดเผาะจึงเป็นเห็ดที่ได้รับความนิยมมากและมีราคาแพง นอกจากนี้ยังมี เห็ดตับเต่า หรือเห็ดผึ้ง เห็ดตับเต่าขนมปังกะโหลก เป็นเห็ดที่มีกรดอะมิโนที่สำคัญ 8 ชนิด ได้แก่ isoleucien, leucine, lysine เป็นต้น ช่วยบำรุงสุขภาพ บำบัดอาการปวดหลัง ปวดข้อ ปวดเส้นเอ็นและกระดูก ป้องกันการชักกระตุก คนจีนใช้เป็นสมุนไพร แก้เคล็ดคัดยอก ปวดกระดูก เห็ดข่า เป็นเห็ดที่มีรสเผ็ดขม สรรพคุณใช้แก้อาการปวดหลัง ปวดหลัง ปวดขา บำรุงเส้นเอ็น กระดูก และป้องกันการชักกระตุก เห็ดมันปู ประกอบด้วยวิตามินเอ และกรดอมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย หลายชนิด อาทิเช่น isoleucine, leucine เป็นต้น เห็ดหล่มกระเขียว (Russula virescens Fr.) มีสารที่มีคุณค่าทางอาหาร รวมทั้งธาตุอาหารหลายชนิด เช่น ฟอสฟอรัส แคลเซียม เหล็ก กำมะถัน วิตามิน B1และอื่น ๆ ใช้ในการบำรุงสายตา บำรุงตับลดไข้ บำรุงร่างกาย และบำรุงเลือดลม เห็ดหลินจือ เห็ดชนิดนี้มีกรดอมิโน หลายชนิด steroid, triterpene alkaloids, glucoside, ไขมัน อิออนของเหล็กและโพแทสเซียม น้ำมันหอมระเหย วิตามินบี 2 และวิตามินซี เป็นยาสมุนไพรรักษาโรค มีการเพาะเลี้ยงพัฒนาสกัดเป็นยาสมุนไพรหลายรูปแบบ ช่วยลดระดับไขมันในเส้นเลือด ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจบางชนิด เม็ดเลือดขาวต่ำ หวัดเรื้อรัง หลอดลมอักเสบ หืดหอบ เป็นต้น
เห็ดข่า Lactarius piperatus
เห็ดกระเป๋า [Cryptoporus volvatus
เห็ดหลินจือ Ganoderma lucidum
เห็ดฟานเหลืองทอง (Lactarius hygrophoroides Berk. et Curt.)

เห็ดพิษในเมืองไทย

เห็ดพิษในประเทศไทยมีอยู่หลายชนิด ทั้งที่มีพิษร้ายแรงที่สุดที่ทำให้อันตรายถึงแก่ชีวิตได้ คือ เห็ดในสกุลอะมานิตา (Amanita) และเห็ดในสกุลเฮลเวลลา (Helvella) ส่วนเห็ดในสกุลอื่นๆ ไม่เป็นอันตรายมากนัก เพียงแต่ทำให้เกิดอาการมึนเมา สำหรับในประเทศไทยเห็ดอะมานิตาเป็นเห็ดมีพิษที่ควรระวังมากที่สุด

วิธีทดสอบความเป็นพิษของเห็ด การสังเกตลักษณะต่างๆ

ของเห็ดเป็นการยากที่จะจำแนกได้ว่าเห็ดชนิดใดมีพิษหรือชนิดใดไม่มีพิษ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ นอกวงการเห็ดหรือชาวบ้านทั่วไป ดังนั้น ถ้าเก็บเห็ดชนิดหนึ่งชนิดใดได้และไม่แน่ในว่าเป็นเห็ดพิษหรือไม่ วิธีการง่ายๆ ที่ใช้ ทดสอบกันอยู่ในปัจจุบัน คือ

1.นำไปต้มกับข้าวสาร ถ้าเป็นเห็ดพิษ ข้าวสารจะสุกๆ ดิบๆ หรือไม่สุก
2.ใส่หัวหอมลงไปในหม้อต้มเห็ด ถ้าเห็ดเป็นพิษ น้ำต้มเห็ดจะเปลี่ยนเป็นสีดำ

3.ในขณะที่ต้มเห็ด ถ้าใช้ช้อนที่เป็นช้อนเงินแท้ลงไปคน ถ้าเห็ดเป็นพิษ ช้อนจะเปลี่ยนเป็นสีดำ

4.ใช้มือถูหมวกดอกเห็ดจะเกิดแผล ถ้ารอยแผลมีสีดำ แสดงว่าเป็นเห็ดพิษ

5.ทดสอบโดยการสังเกตดูดอกเห็ด ถ้ามีรอยแมลงสัตว์กัดกิน แสดงว่าไม่มีพิษ

จากการทดสอบทั้ง 5 วิธีดังกล่าว ก็ยังไม่สามารถทดสอบความเป็นพิษของเห็ดได้อย่างแน่นอน

เช่น การจุ่มช้อนเงินลง ไปในหม้อต้มเห็ด พบว่า เห็ดอะมานิตา ฟัลลอยด์ (Amanita Phalloides) ซึ่งเป็นเห็ดที่มีพิษร้ายแรงที่สุด ช้อนจะไม่เปลี่ยน เป็นสีดำ หรือการสังเกตรอยกัดแทะของสัตว์ก็ยังไม่สามารถเชื่อถือได้ เพราะกระต่ายและหอยทากสามารถกัดกินเห็ดอะมานิตา ฟัลลอยด์ได้โดยไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด

เนื่องจากในกระเพาะอาหารของสัตว์ดังกล่าวมีสารที่ทำลายพิษของเห็ดชนิดนี้ได้

ลักษณะของเห็ดพิษในสกุลอะมานิตา เห็ดพิษที่พบในประเทศไทยมากที่สุดขณะนี้คือ เห็ดในสกุลอะมานิตา และเห็ดพิษที่ร้ายแรงที่สุดคือ เห็ดอะมานิตา ฟัล ลอยด์ การสังเกตลักษณะของเห็ดในสกุลนี้ให้สังเกตที่ครีบดอกและสปอร์จะมีสีขาวโดยที่หมวกดอกเป็นสีอื่น นอกจากนี้ที่โคน ดอกจะมีปลอกหุ้มพร้อมกับมีวงแหวนที่ก้านดอก
อาการเป็นพิษของเห็ดพิษทุกชนิด

ส่วนใหญ่จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด ง่วงนอน ใจสั่นหรือปวด ท้องอย่างรุนแรง ฉะนั้นหากบริโภคเห็ดชนิดใดเข้าไปแล้วเกิดอาการดังกล่าว ให้รีบไปพบแพทย์ทันที ถึงแม้ว่าเห็ดพิษบางชนิด พิษจะไม่รุนแรงมากนักก็ตาม แต่ถ้าผุ้ที่บริโภคเห็ดมีร่างกายอ่อนแอหรือป็นโรคภูมิแพ้ก็อาจจะเป็นอันตรายถึงแต่ชีวิตได้
เห็ดพิษ มีลักษณะดังนี้
1. สีเข้มจัด เช่น แดง ส้ม ดำ หรือมีสีฉูดฉาด
2. มีแผ่นหรือเกล็ดขรุขระบนหมวกเห็ด
3. มีวงแหวนพันรอบบนก้านดอกเห็ด วงแหวนนี้จะเป็นตัวเชื่อมเนื้อเยื่อของหมวกเห็ด และก้านดอกให้ติดกันเมื่อดอกเห็ดบาน
4. มีขนหรือหนามเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไป
5. มีกลิ่น
6. มีน้ำเมือก หรือมีน้ำยางสีขาวออกมาเมื่อกรีดที่หมวกเห็ด
7. ครีบที่อยู่ใต้หมวกมีสีขาว สปอร์ในครีบมีสีขาวเช่นกัน

เห็ดพิษ แบ่งได้เป็น 4 ชนิดดังนี้

1. เห็ดพันธ์อะมานิตา มัสคาเรีย (Amanita muscaria)
เห็ดชนิดนี้คล้ายกับเห็ดโคนทั้งเวลาตูมและบาน เส้นผ่าศูนย์กลางของหมวกเห็ดเมื่อบานเต็มที่มีขนาด 2- เซนติเมตร สูง 10-12 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น ระหว่าง1-2 เซนติเมตร
สารเป็นพิษที่สำคัญในเห็ดชนิดนี้คือ มัสคารีน(muscarine)
เห็ดชนิดนี้มีพิษรุนแรง เมื่อรับประทานเข้าไป 15-30 นาที จะมีอาการตัวร้อน ใจสั่น หัวใจเต้นช้าลง เส้นเลือดขยาย มีอาการผิดปกติเกี่ยวกับการเห็นภาพม่านตาหรี่ เหงื่อ น้ำลายและน้ำตาถูกขับออกมามาก ปวดบริเวณช่องท้อง คลื่นไส้ อาเจียน แน่นหน้าอก หายใจขัดและถึงตายในที่สุด

2. เห็ดพันธ์อะมานิตา ฟัลลอยเดส(Amanita phalloides)
เห็ดชนิดนี้มีวงแหวนบอบบาง ถ้วยเห็ดคล้ายเห็ดฟาง มีสปอร์สีขาว เส้นผ่าศูนย์กลางของหมวกเห็ดกว้างประมาณ 5-15 เซนติเมตร ลำต้นกว้างประมาณ 0.6-1.5 เซนติเมตร
เห็ดชนิดนี้มีสารเป็นพิษฟัลโลท็อกซิน(phollotoxin)ซึ่งมีพิษต่อตับ และสารเป็นพิษอะมาโตท็อกซิน(amatotoxin)
อาการเป็นพิษจะเห็นชัดภายใน 6-12 ชั่วโมง อย่างช้าไม่เกิน 24 ชั่วโมง จะมีอาการอาเจียน ปวดท้องอย่างแรง ท้องเดิน เป็นตะคริว ความดันเลือดต่ำ ตับบวม และถึงแก่ความตายในที่สุด หากรับประทานจำนวนมาก คนไข้จะตายภายใน 2-3 วัน

3. เห็ดพันธุ์อีโนไซบ์(Inocybe)
มีลักษณะของหมวกเห็ดเป็นรูปทรงกระบอก สปอร์สีน้ำตาลอ่อน ถ้ารับประทานเห็ดชนิดนี้ จะมีอาการปวดท้อง เนื่องจากกระเพราะอาหารและลำไส้หดเกร็ง

4. เห็ดพันธุ์โคปรีนัส อาทราเมนทาเรียส(Coprinus atramentarius)
หรือเห็ดหมึก มีสารที่รวมตัวกับแอลกอฮอล์แล้วจะเกิดพิษ คนดื่มสุราพร้อมกับรับประทานเห็ดชนิดนี้ จะมีอาการใจสั่น หายใจหอบ หายใจลำบาก แน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศรีษะ
เห็ดทั้ง 4 ชนิดนี้ จะมีขึ้นเป็นดงในป่าที่มีความชื้นสูง

 

 

ประโยชน์ของเห็ดนานาชนิด

เห็ด เป็นแหล่งอาหารโปรตีนจากธรรมชาติ ที่มีวิวัฒนาการมาจากการประสานเส้นใยจำนวนมากของเชื้อราชั้นสูง
และถึงแม้เห็ดจะขาดกรดอะมิโนบางตัวไปบ้าง แต่ในเรื่องของรสชาติและเนื้อสัมผัสนั้น รับรองว่า
เห็ดไม่เป็นรองใครในยุทธจักรอาหารอย่างแน่นอน ที่สำคัญเห็ดยังให้คุณค่าทางโภชนาการและมีสรรพคุณทางยา
ซึ่งมีคุณสมบัติที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกาย และช่วยลดอัตราความเสี่ยงจากโรคร้ายต่างๆ
เช่น โรคมะเร็ง เบาหวาน อัลไซเมอร์ หลอดเลือดหัวใจอุดตัน และความดันโลหิตสูง เป็นต้น

เห็ดจัดเป็นอาหารประเภทผักที่ปราศจากไขมัน มีปริมาณน้ำตาลและเกลือค่อนข้างต่ำ และยังเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี
เมื่อเทียบกับผักอีกหลายชนิด อีกทั้งยังมีรสชาติและกลิ่นที่ชวนรับประทาน
ซึ่งรสชาติที่โดดเด่นนี้ มาจากการที่เห็ดมีกรดอะมิโนกลูตามิคเป็นองค์ประกอบ
โดยกรดอะมิโนตัวนี้ จะทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นประสาทการรับรู้รสอาหารของลิ้นให้ ไวกว่าปกติ
และทำให้มีรสชาติคล้ายกับเนื้อสัตว์ นอกจากนี้เห็ดยังอุดมไปด้วยวิตามิน
โดยเฉพาะวิตามินบีรวม (ไรโบฟลาวิน) และไนอาซิน ซึ่งจะช่วยควบคุมการทำงานของระบบย่อยอาหาร

ในส่วนของเกลือแร่ เห็ดจัดเป็นแหล่งเกลือแร่ที่สำคัญ
โดยมีเกลือแร่ต่างๆ เช่น ซิลิเนียม ทำหน้าที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง
โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โปแตสเซียม ทำหน้าที่ควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ สมดุลของน้ำในร่างกาย
การทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาทต่างๆ ลดการเกิดโรคความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์ และอัมพาต
ส่วนทองแดง ทำหน้าที่ช่วยเสริมสร้างการทำงานของธาตุเหล็ก

และที่สำคัญ เห็ดมีองค์ประกอบของพฤกษเคมีที่ชื่อว่า “โพลีแซคคาไรด์”(Polysaccharide) จะทำงานร่วมกับ
แมคโครฟากจ์ (macrophage) ซึ่งเป็นเซลล์คุ้มกันขนาดใหญ่ ที่ออกจากหลอดเลือดเข้าสู่เนื้อเยื่อและจะไป จับกับ
โพลีแซคคาไรด์ที่บริเวณกระเพาะอาหาร และนำไปส่งยังเซลล์คุ้มกันตัวอื่นๆ โดยจะช่วยกระตุ้นวงจรการทำงาน
ของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เสริมและช่วยเพิ่มปริมาณและประสิทธิภาพของเซลล์คุ้มกันธรรมชาติ
ให้ทำหน้าที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย รวมถึงพวกไวรัสและแบคทีเรียอื่นๆ ด้วย
เห็ดที่มีปริมาณสารโพลีแซคคาไรด์สูง คือ เห็ดหอมหรือเห็ดชิตาเกะ เห็ดนางรม เห็ดหูช้าง และเห็ดกระดุม เป็นต้น
และเห็ดอื่นๆ ที่นิยมนำมารับประทาน ได้แก่ เห็ดหลินจือ เห็ดฟาง เห็ดหูหนู เห็ดกระดุมหรือแชมปิญอง เห็ดโคน
และเห็ดเข็มทอง เป็นต้น

นอกจากนี้ยังสามารถใช้เห็ดเป็นยาได้อีกด้วย ซึ่งสรรพคุณทางยาของเห็ดมีมากมาย
เช่น ช่วยควบคุมการทำงานของอวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น สมอง หัวใจ ปอด ตับ และระบบไหลเวียนของโลหิต
เนื่องจากชาวจีนจัดเห็ดเป็นยาเย็น เพราะมีสรรพคุณช่วยลดไข้ เพิ่มพลังชีวิต ดับร้อนใน แก้ช้ำใน บำรุงร่างกาย
ลดระดับน้ำตาล และคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด ลดความดัน ขับปัสสาวะ ช่วยให้หายหงุดหงิด
บำรุงเซลล์ประสาท รักษาอาการอัลไซเมอร์ และที่สำคัญ คือ ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

ประโยชน์ทางการแพทย์ของเห็ดชนิดต่างๆ มีดังนี้

1. เห็ดหอม หรือเห็ดชิตาเกะ
เป็นยาอายุวัฒนะ เพราะช่วยลดไขมันในเส้นเลือด อีกทั้งยังเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสและมะเร็งด้วย
และมีกรดอะมิโนถึง 21 ชนิด มีวิตามิน บี 1 บี 2 สูง พอๆ กับยีสต์
มีวิตามินดีสูงช่วยบำรุงกระดูกและมีปริมาณโซเดียมต่ำ เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคไต
นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก ซึ่งช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง
ช่วยลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยบำรุงกำลัง บรรเทาอาการไข้หวัด
ชาวจีนยกให้เห็ดหอมเป็นอาหารต้นตำรับ “อมตะ”

2. เห็ดหูหนู
เป็นกลุ่มคาร์โบไฮเดรต สามารถเพิ่มความแข็งแรงให้เม็ดเลือดขาวในผู้สูงอายุ ทำให้ภูมิต้านทานร่างกายดีขึ้น
รวมทั้งช่วยรักษาโรคกระเพาะและริดสีดวง เห็ดหูหนูขาว ช่วยบำรุงปอดและไต

3. เห็ดหลินจือ
มีสารสำคัญ เบต้ากลูแคน ซึ่งมีคุณสมบัติต้านมะเร็ง คนญี่ปุ่นมักใช้ควบคู่กับการรักษาโรคมะเร็งและโรคผู้สูงอายุ
เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรัง และโรคความดันโลหิตสูง

4. เห็ดกระดุมหรือเห็ดแชมปิญอง รูปร่างกลมมน คล้ายกระดุมที่มีขนาดใหญ่ ผิวเนื้อนวล
มีให้เลือกทั้งแบบสดหรือบรรจุกระป๋อง มีบทบาทในการรักษาและป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมมากที่สุด
โดยสารบางอย่างในเห็ดนี้ไปช่วยยับยั้งเอนไซม์อะโรมาเตส (aromatase) ทำให้เกิดการยับยั้งการเปลี่ยนฮอร์โมน
เอนโดรเจนเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนใน ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้น้อยลง
ก็ลดโอกาสการเจริญเติบโตของเซลล์ มะเร็งเต้านมให้น้อยลงตามไปด้วย

5. เห็ดนางรม เห็ดนางฟ้า และเห็ดเป๋าฮื้อ
เห็ดสามอย่างนี้อยู่ตระกูลเดียวกัน เจริญเติบโตเป็นช่อๆ คล้ายพัด เห็ดนางรมมีสีขาวอมเทา
เห็ดนางฟ้ามีสีขาวอมน้ำตาล ขณะที่เห็ดเป๋าฮื้อ จะมีสีคล้ำและเนื้อเหนียวหนาและนุ่มอร่อยคล้ายเนื้อสัตว์ มากกว่า
เชื่อว่าสามารถป้องกันโรคหวัด ช่วยการไหลเวียนเลือด และโรคกระเพาะ

6. เห็ดฟาง เป็นเห็ดยอดนิยมของคนไทย
นิยมเพาะกันบนกองฟางข้าวชื้นๆ โคนมีสีขาว ส่วนหมวกสีน้ำตาลอมเทา หาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด
ให้วิตามินซีสูง และมีกรดอะมิโนสำคัญอยู่หลายชนิด
หากรับประทานเป็นประจำจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันการติดเชื้อต่างๆ
อีกทั้งยังช่วยลดความดันโลหิตและเร่งการสมานแผล

7. เห็ดหลินจือ
นอกจากใช้รับประทานแล้ว ปัจจุบันยังมีการนำไปเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางอีกด้วย
เพราะมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้อร้าย รวมทั้งกระตุ้นภูมิคุ้มกันไวรัส

8. เห็ดเข็มทอง เป็นเห็ดสีขาว หัวเล็กๆ ขึ้นติดกันเป็นแพ รสชาติเหนียวนุ่ม
นำมารับประทานแบบสดๆ ใส่กับสลัดผักก็ได้ ถ้าชอบสุกก็นำไปย่าง ผัดหรือลวกแบบสุกี้
ถ้ากินเป็นประจำจะช่วยรักษาโรคตับ กระเพาะ และลำไส้อักเสบเรื้อรัง

9. เห็ดโคน
ช่วยเจริญอาหาร บำรุงกำลัง แก้บิด แก้คลื่นไส้ อาเจียน แก้ไอ ละลายเสมหะ
การทดลองทางเภสัชศาสตร์พบว่า น้ำที่สกัดจากเห็ดโคนสามารถยับยั้งเชื้อโรคบาง ชนิด เช่น เชื้อไทฟอยด์

เห็ดเมามีสารไซโลไซบิน ไซลซินและไซโคแอ๊กทีฟทริปตามินส์ เมื่อกินแล้วจะมีอาการดังนี้ประมาณ 3-7 ชั่วโมง เช่น อารมณ์รื่นเริง สนุกสนาน อารมณ์เปลี่ยนแปลงเร็ว เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ มีอาการวิตกกังวล กระวนกระวาย มองเห็นภาพคมชัด ได้ยินเสียงดังผิดปกติ เกิดภาพหลอนเป็นภาพรูปทรงค่างๆทางเรขาคณิต หัวใจเต้นเร็ว มีไข้ ความดันเลือดสูง อันตรายและพิษของสารอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือจากการทะเลาะวิวาทกับผู้อื่น เพราะขาดการควบคุม และที่ร้ายแรง คือผู้เป็นโรคหัวใจอาจเสียชีวิตได้

 

 

 


Syndicate content